17 มี.ค. 2554

วิวัฒนาการของยางพารา

โลกเพิ่งจะมีโอกาสรู้จักและใช้ประโยชน์จากยางเมื่อประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 นี้ เอง ในขณะที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบโลกใหม่เดินทางไปอเมริกาในครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.. 2036 (1493) ก็ได้พบว่า มีชาวพื้นเมืองบางเผ่าทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ได้รู้จักและใช้ประโยชน์จากยางกันบ้างแล้ว เช่น ชาวพื้นเมืองในอเมริกากลางที่ทำรองเท้า
          จากยางโดยการใช้มีดฟันต้นยาง แล้วรองน้ำยางใส่ภาชนะ หลังจากนั้น จึงเอาเท้าจุ่มลง ไปในน้ำยางนั้น หรือเอาเท้าวางไว้บนภาชนะแล้วเทน้ำยางราดลงบนเท้า ก็จะได้รองเท้า ที่เข้ากับเท้าพอดี หรือบางเผ่าในอเมริกาใต้ทำเสื้อกันฝนและผ้ากันน้ำจากยาง หรือเผ่ามา ยันในอเมริกาใต้ ที่ทำลูกบอลด้วยยาง แล้วนำมาเล่นโดยการให้กระเด้งขึ้นลงเพื่อเป็นการ สักการะเทพเจ้า จึงทำให้โคลัมบัสและคณะมีความแปลกใจเป็นอันมาก และคิดกันไปว่า ในลูกกลมๆที่เด้งได้นั้น ต้องมีตัวอะไรอยู่ข้างในเป็นแน่ หลังจากนั้นเมื่อโคลัมบัสเดินทาง กลับยุโรป ก็ได้นำวัตถุประหลาดนั้นกลับไปด้วย โคลัมบัสจึงเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้มีโอกาสสัมผัสยาง และนำยางเข้าไปเผยแพร่ในยุโรป
          การส่งยางเข้ามาในยุโรปในระยะแรกนั้นต้องใช้เวลานานมาก กว่าที่ยางจะเดินทางจาก แหล่งกำเนิดจนมาถึงยุโรป ยางก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเสียก่อน ดังนั้น ยางที่เข้ามาในยุโรปสมัยแรกๆ นั้น จึงเป็นยางที่ผลิตเป็นสินค้าแล้วเนื่องจากมนุษย์ยังไม่รู้จักวิธีที่จะทำ ให้ยางที่จับตัวกันเป็นก้อน ให้ละลายและทำเป็นรูปทรงที่ต้องการได้อย่างไร การผลิต ยางจึงต้องทำทันทีหลังจากได้น้ำยางมาก่อนที่ยางจะจับตัวกันเป็นก้อน ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เช่น ในประเทศเม็กซิโก ก็มีหลักฐานว่าได้มีการใช้ประโยชน์จากยางกันบ้างแล้ว แต่เป็นการผลิตอย่างง่ายๆเช่น ทำผ้า ยางกันน้ำ ลูกบอล และ เสื้อกันฝน เป็นต้น
การค้นพบ
พ.ศ..2143(1600) ก็ยังไม่มีความพยายามที่จะนำกรรมวิธีทำยางเข้ามาในยุโรป พ.ศ.. 2279(1736) ชาลส์ มารี เดอลา คองดามี ได้ส่งตัวอย่างยางจากลุ่มน้ำอเมซอน กลับมาที่ฝรั่งเศส และสรุปว่าไม่สามารถนำน้ำยางกลับไปยุโรปเพื่อการผลิตได้ เพราะ ยางจะแข็งตัวเสียก่อนที่จะถึงยุโรป .ศ.. 2313 เฮอริสแซน พบว่า น้ำมันสน [Terpentine] สามารถละลายยางที่จับตัวกัน เป็นก้อนได้ และยังพบต่อไปอีกว่า Ether เป็นตัวละลายยางได้ดีกว่าน้ำมันสน พ.ศ.. 2313 (1770) โจเซฟ พริสลี่ (คนเดียวกับที่ค้นพบอ๊อกซิเจน) ค้นพบว่า ยางใช้ลบรอยดำของดินสอได้ จึงเรียกยางว่ายางลบ [Rubber] ตั้งแต่นั้น พ.ศ.. 2334 (1791) โฟร์ ครอย ค้นพบการป้องกันไม่ให้ยางจับตัวกันเป็นก้อนโดยการเติมด่างที่มีชื่อว่า Alkali ลงไปในน้ำยาง แต่การค้นพบนี้ก็ต้องเป็นหมันอยู่ถึง 125 ปีเพราะไม่มีใครสนใจ พ.ศ.. 2363 (1820) โธมัส แฮนคอก (อังกฤษ) ประดิษฐ์เครื่องฉีกยางได้สำเร็จ แต่ก็ปกปิดไว้ โดยบอกคนที่ถามว่าเป็นเครื่องดองยาง [Pickle] และยังพบด้วยว่า ความร้อนทำให้ยางอ่อนตัวลงได้ และจะปั้นใหม่ให้เป็นรูปอะไรก็ได้ ตามต้องการ พ.ศ.. 2375 (1832) แฮนคอกได้ปรับปรุงเครื่องฉีกยางของเขาให้ดีขึ้น และเรียกเครื่องที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ว่าดังกล่าวว่า เครื่อง Masticator ซึ่งเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องฉีกยางที่ใช้กันถึงทุกวันนี้ โธมัส แฮนคอก จึงได้รับเลือกให้เป็น "บิดาแห่งอุตสาหกรรมการยาง" พ.ศ.. 2380 (1837) แฮนคอกประดิษฐ์เครื่องรีดยางได้เป็นผลสำเร็จ [Spreading] พ.ศ.. 2379 (1836) ทางอเมริกาก็ประดิษฐ์เครื่องบดยางได้สำเร็จเหมือนกัน พ.ศ.. 2386 (1843) ชาลส์ กูดเยียร์ (อเมริกา) ค้นพบกรรมวิธีในการทำให้ยางคงรูป โดยการ "อบความร้อน" [Vulcanisasion] และยางที่ผสมกำมะถันและตะกั่วขาว เมื่อย่างไฟแล้ว แม้จะกระทบร้อนหรือเย็นจัด ยางจะเปลี่ยนรูปไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่ชาลส์ค้นพบนี้ แฮนคอกก็ค้นพบในอีก 2 ปีต่อมา และนำผลงานไปจดทะเบียน [Patent] ทันที แต่ชาลส์ไปจดทะเบียนหลังแฮนคอก 2 - 3 สัปคาห์ แต่โลกก็ยังให้เกียรติแก่ ชาลส์ กูดเยีย ว่าเป็นผู้ที่คิดกรรมวิธีนี้ได้ก่อน พ.ศ.. 2389 (1846) โธมัส แฮนคอก ประดิษฐ์ยางตันสำหรับรถม้าทรงของพระนางเจ้าวิคตอเรีย พ.ศ..2413 (1870) จอน ดันลอป ผลิตยางอัดลมสำหรับจักรยานได้สำเร็จ พ.ศ.. 2438 (1895) มีผู้ประดิษฐ์ยางอัดลมสำหรับรถยนต์ได้สำเร็จ
         
การค้นพบกรรมวิธีในการทำให้ยางคงรูปได้นั้น นับได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีการค้นพบและมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมายเช่น เจมส์ วัตต์ สร้างเครื่องจักรไอน้ำ โรเบิร์ต ฟูลตัน สร้างเครื่องจักรเรือไอน้ำ จอร์จ สตีเวนสัน สร้างหัวรถจักรไอน้ำ ไมเคิล ฟาราเด สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอส สร้างเครื่องส่งโทรเลข เป็นต้น แต่ความสำเร็จต่างๆ เหล่านั้น คงจะขาดความสมบูรณ์ไปมากถ้ายังขาดความรู้เรื่องการทำยางให้คงรูป เพราะยางที่คงรูปแล้ว [Vulcanised Rubber] จะช่วยเติมความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นให้เต็มเช่น เป็นตัวห้ามล้อรถไฟ หรือทำสายไฟ และสายเคเบิ้ลใต้น้ำ เป็นต้น จนถึง

6 มี.ค. 2554

มะนาวหน้าแล้งสู่ความรวย

การบังคับมะนาว
การ ที่จะบังคับมะนาวให้ได้ผลเก็บเกี่ยวได้ตรงช่วงหน้าแล้ง(เม.ย.)  จะต้องงดน้ำเพื่อปรับอัตราส่วน ซีเอ็น เรโซ.ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งค่อนข้างทำยากเพราะเป็นช่วงฤดูฝน นอกจากน้ำฝนแล้วยังมีปัญหาน้ำใต้ดินโคนต้นอีกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจะมีผลทำให้แตกใบอ่อนตลอดเวลา
สำหรับการปลูกมะนาวในกระถางหรือถังซีเมนต์  จะเป็นการช่วยให้เราสามารถบังคับน้ำหรือความชื้นได้แน่นอน




การเตรียมวัสดุ
เลือก ถังซีเมนต์ที่มีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.00 ม.หรือน้อยกว่า สูง 50 ซม. ปิดก้นตลอด หรือ ใช้ฝาปิดก้น เจาะรูด้านข้างถัง ใกล้ขอบล่างถัง สัก 4-5 รู เพื่อระบายน้ำ
จัดตั้งไว้ที่กลางแจ้ง แสงแดดส่องได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน
เลือก ดินหน้าดินตากแดดจัด 10-20 แดด เพื่อฆ่าเชื้อโรคและให้ดินร่วนซุย จากนั้นให้นำเอาอินทรียวัตถุที่มีในท้องถิ่น เช่น มูลสัตว์  (วัว,ไก่ ),เปลือกถั่วลิสง,เปลือกข้าวโพด,ซังข้าวโพด,ฟางแห้ง ฯลฯ อย่างละ 1 ส่วนเท่าๆกันคลุกเคล้าให้เข้ากันดี เพื่อเตรียมทำเป็นดินหมักพร้อมปลูก แล้วนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักตามปกติ

การเตรียมต้นมะนาว
หลัง จากที่เราลงมะนาวในถังหรือภาชนะที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการดูแลบำรุงต้นกล้าให้ได้ลำเปล้าเดี่ยวๆ ให้กิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 50-80 ซม.

การบำรุงมะนาวให้ออกผลในหน้าแล้ง
เดือน พ.ค.  :  เตรียมต้น
ตัดแต่งกิ่ง   ทำได้สองแบบคือ ตัดแต่งแบบปกติกับทำสาว
ล้าง ต้น       กรณีที่ต้นยังมีดอกและผลติดอยู่มาก ให้ละลายปุ๋ยทางดินสูตร 46-0-0 เข้มข้น ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น ไม่ต้องเสียดาย แต่ถ้ามีดอกหรือผลติดอยู่ไม่มาก ก็ให้เด็ดด้วยมือ
ล่อราก       โดยการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือเศษซากพืช เท่าที่หาได้ นำมาคลุมโคนต้นเพื่อล่อให้รากขึ้นมาดูดซึมอาหารแทนการหยั่งลงดิน

เดือน มิ.ย. :  เรียกความสมบูรณ์ของต้น
ทางใบ
หลังจากที่เราตัดแต่งกิ่งเรียบร้อยแล้ว จำเป็นที่จะต้องให้ธาตุสารอาหารทางใบ เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์ โดย
น้ำ      100   ลิตร
ปุ๋ยน้ำ      100   ซีซี.
ปุ๋ยเกร็ดทางใบสูตร 15-0-0   400    กรัม
จิ๊บเบอเรลลิน   10   กรัม
ธาตุรอง/ธาตุเสริม   100   ซีซี
สารสกัดสมุนไพร   250   ซีซี.หรือมากกว่า
ฉีดพ่นให้โชกทั้งใต้ใบ บนใบลงถึงพื้นดินโคนต้น โดยฉีดทุกๆ5-7 วัน/ครั้ง
ทางราก
ใส่ ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยอินทรีย์+ขี้ไก่ เปลือกถั่ว อินทรียวัตถุต่างๆในท้องถิ่น พร้อมกับปุ๋ยเคมีทางดิน สูตร 25-7-7 ประมาณ 0.5 กก.หว่านบางๆทั่วทรงพุ่ม พร้อมปุ๋ยน้ำชีวภาพทำเอง แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกๆ15 วัน/ครั้ง ส่วนการให้น้ำปกติ ควรให้ 2-3 วัน/ครั้ง

เดือน ก.ค. : สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ
น้ำ      100   ลิตร
ปุ๋ยน้ำทำเอง   100   ซีซี.
ปุ๋ยทางใบสูตร 0-42-56   400   กรัม
ธาตุรอง-ธาตุเสริม   100   ซีซี.
ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.   25   ซีซี.
ฮอร์โมนไข่      25   ซีซี.
ฮอร์โมนไคโตซาน   50   ซีซี.
กลูโคสผง(กระป๋อง)   250   กรัม
สารสกัดสมุนไพร   250   ซีซี.
ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบและบนใบ รดราดถึงโคนต้น ทุกๆ 3-5 วัน/ครั้ง
ทางราก
ใส่ ปุ๋ยหมัก,ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ตัวเดิม พร้อมกับปุ๋ยเคมีทางดิน สูตร 8-24-24 อัตรา 0.5-1 กก./ต้น สลับกับการให้น้ำพร้อมปุ๋ยน้ำ ทุกๆ15/ครั้ง และให้น้ำปกติ 2-3 วัน/ครั้ง

เดือน ส.ค. : ปรับ ซี/เอ็น เรโซ
ทางใบ
ปฎิบัติเช่นเดียวกันกับช่วงที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่ต้องฉีดให้โชก ให้ฉีดพ่นเพียงเปียกใบเท่านั้น
ทางราก
ให้เปิดหน้าดิน อินทรียวัตถุที่คลุมหน้าดินออกให้หมด และงดน้ำอย่าเด็ดขาด กรณีสวนที่ยกร่องให้สูบน้ำออกจากร่องให้หมด
อนึ่ง บางพื้นที่อาจจะมีฝนตกอยู่บ้าง บางสวนใช้วิธีเอาผืนพลาสติค หรือ ผ้าใบมาคลุมหน้าดินเพื่อป้องกันน้ำฝน

เดือน ก.ย. : เปิดตาดอก
ทางใบ
น้ำ          100   ลิตร
ปุ๋ยเกร็ด 13-0-46      400   กรัม
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ      100   ซีซี
ธาตุรอง-ธาตุเสริม   100   ซีซี.
ฮอร์โมน เอ็นเอ      100   ซีซี.
กลูโคสผง      250   กรัม
สารสกัดสมุนไพร   250   ซีซี.
ฉีดพ่นให้เปียกโชก 7 วัน/ครั้ง สลับกับ
น้ำ         100   ลิตร
ฮอร์โมนไข่      250   ซีซี.
กลูโคสผง      250   กรัม
สารสกัดสมุนไพร   250   ซีซี.
ทางราก
เปิดหน้าดิน และให้ปุ๋ย 8-24-24 ละลายน้ำรด พอหน้าดินชื้น

เดือน ต.ค. : บำรุงดอก
ช่วงนี้มะนาวเริ่มออกดอก
น้ำ         100   ลิตร
ปุ๋ยเกร็ด 15-45-15   400   กรัม
ธาตุรอง-ธาตุเสริม   100   ซีซี.
ฮอร์โมนไข่      50   ซีซี.
กลูโคสผง      250   กรัม
สารสกัดสมุนไพร   250   ซีซี.
ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบ ช่วงเช้าแดดจัด ทุก 5-7 วัน/ครั้ง
ทางราก
เปิดหน้าดิน ละลายปุ๋ย 8-24-24 อัตรา 0.5-1 กก. ราดรดพอหน้าดินชื้น

เดือน พ.ย.: บำรุงผลเล็ก
ทางใบ
น้ำ      100   ลิตร
ปุ๋ยน้ำ      100   ซีซี.
แคลเซี่ยม-โบรอน      100   ซีซี.
เอ็นเอเอ            50   ซีซี.
กลูโคสผง         250   กรัม
สารสกัดสมุนไพร      250   ซีซี.
ฉีดพ่นให้โชกถึงโคนต้น ทุก 5-7 วัน/ครั้ง
ทางราก
นำ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เข้าคลุมหน้าดินโคนต้น ใส่ปุ๋ย 25-7-7 อัตรา 0.5-1 กก.ทุก 15 วัน รดน้ำให้ชุ่ม ส่วนการให้น้ำเปล่า ควรให้2-3 วันครั้งตามปกติ แต่ค่อยๆเพิ่มปริมาณทุกช่วง เพราะถ้าให้มากเกินไปในทีเดียว ต้นจะสลัดลูกทิ้ง

เดือน ม.ค-มี.ค : บำรุงผล
ทางใบ
น้ำ         100   ลิตร
ปุ๋ยเกร็ด 10-20-30   400   กรัม
ธาตุรอง-ธาตุเสริม   100   ซีซี.
ฮอร์โมนเอ็นเอ      25   ซีซี.
กลูโคสผง      250   กรัม
ฮอร์โมนสมส่วน      250   ซีซี.
สารสกัดสมุนไพร   250   ซีซี.
ฉีดพ่นให้โชก ทุก 5-7 วัน/ครั้ง
ทางราก
บำรุงตามปกติ

เดือน เม.ย : บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว
น้ำ         100   ลิตร
ปุ๋ยเกร็ด 0-0-50      400   กรัม
ธาตุรอง-ธาตุเสริม   100   ซีซี.
ฮอร์โมนสมส่วน      250   ซีซี.
ฮอร์โมน เอ็นเอเอ   25   ซีซี.
ฮอร์โมนไข่      25   ซีซี.
กลูโคสผง      250   กรัม
สารสกัดสมุนไพร   250   กรัม
ฉีดพ่นให้เปียกโชก ทุก5-7วัน
ทางราก
ปุ๋ยทางดิน 8-24-24 อัตรา 0.5-1 กก. ละลายน้ำรดทางดิน โดยการเปิดหน้าดินอีกครั้ง แล้วงดให้น้ำเด็ดขาด



ทั้ง หมดนี้เป็นขั้นตอนการปฎิบัติในแต่ละช่วงของการพัฒนา นอกจากนี้การป้องกัน โรค-แมลงศัตรู ก็ยังคงต้องมีการจัดการในช่วงทุกขั้นตอนเช่นกัน ดังนั้นเกษตรกรจะต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อลดการทำลายในส่วนนี้ลง สำหรับฮอร์โมนหรืออาหารพืชต่างๆนั้น คาดว่าเกษตรกรหลายท่านคงเข้าใจและทำได้แล้ว  


บทความ : นายเกษม  ณ  โคราช